Monday, December 3, 2012

พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539


 เมื่อพิจารณาเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 คือ โดยที่พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 ได้ประกาศใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทกำหนดโทษ ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และโดยที่การค้าประเวณี มีสาเหตุสำคัญมาจากสภาพเศรษฐกิจ และสังคม ผู้กระทำการค้าประเวณีส่วนมากเป็นซึ่งผู้ด้อยสติปัญญา และการศึกษา สมควรลดโทษผู้กระทำการค้าประเวณี และเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นได้รับการคุ้มครอง และพัฒนาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการให้การอบรมฟื้นฟูจิตใจ การบำบัดรักษาโรค การฝึกอบรม และพัฒนาอาชีพ ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิต และในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการปราบปรามการค้าประเวณี และคุ้มครองบุคคลโดยเฉพาะเด็ก และเยาวชนที่อาจถูกล่อลวงหรือชักพาไปเพื่อการค้าประเวณี สมควรกำหนดโทษบุคคลซี่งกระทำชะราโสเภณีเด็กในสถานการค้าประเวณี บุคคลซึ่งหารายได้จากการค้าประเวณีของเด็ก และเยาวชน และบิดา มารดา หรือผู้ปกครองซึ่งมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจนการจัดหาผู้อยู่ในความปกครองไปเพื่อการค้าประเวณี กับให้อำนาจศาลที่จะถอนอำนาจปกครองของบิดา มารดา หรือผู้ปกครองของผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นเด็ก เพราะเหตุที่มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจผู้อยู่ในความปกครองอกระทำการค้าประเวณี นอกจากนี้  ในปัจจุบัน ปรากฎว่าได้มาตรการโฆษณาชักชวนหรือแนะนำตัวทางสื่อมวลชนในลักษณะที่เห็นได้ว่า เป็นการเรียกร้องการติดต่อในการค้าประเวณีกันอย่างแพร่หลายสมควรกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิด จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้               
                                ซึ่งเมื่อสมัยก่อนนั้น อาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ได้รับการยอมรับ จึงพูดได้ว่า กฎหมายฉบับนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดทางประวัติศาสตร์ ตามแนวคิดของทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ ของ ซาวิญญี่ ที่ให้เหตุผลเห็นใจผู้เป็นตัวโสเภณี และพยายามแยกตัวโสเภณี และบุคคลที่เกี่ยวข้องในธุรกิจนี้อื่นๆออกไป แต่ก็ยังไม่ยุติธรรมต่อผู้เป็นโสเภณี อยู่ดี
                                นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะไม่แจ้งข้อหาหนักแก่ผู้ค้า ผู้เป็นเจ้าสำนักค้า แมงดา ( ผู้มีรายได้จากหญิงที่ค้าประเวณี) ตามข้อหาในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษถึงจำคุกตลอดชีวิต แต่อย่างใด  กลับแจ้งข้อหาเฉพาะตัวโสเภณี (กะหรี่) เป็นโทษปรับ จ่ายเงินค่าปรับแล้วปล่อยตัวไป ส่วนเจ้าของสถานประกอบการก็ใช้แค่โทษปรับเท่านั้น ปัญหาการละเมิดไม่เกรงกลัวกฎหมายจึงเกิดขึ้น กระทั่งปัจจุบัน
                                หากวิเคราะห์เหตุผลการออกกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แล้วพูดได้ว่า สังคมมีความเห็นอกเห็นใจตัวผู้เป็นโสเภณี จึงมีความพยายามด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้น ในแนวคิดของผู้เขียนแล้ว เห็นว่า น่าจะมีการจดทะเบียนโสเภณี มีองค์กรเฉพาะอาชีพ เช่นอาชีพทั่วไป เพื่อคุ้มครอง อบรมมารยาท และอื่นๆ ให้บรรดาโสเภณี  ให้มีหน่วยงานดูแลอบรมผู้หญิงที่จะเป็นโสเภณี ทั้งเรื่องมารยาท และอื่นๆ เช่นกระทรวงวัฒนธรรม จะอ้างว่าผิดวัฒนธรรมไทยมาแต่โบราณก็ไม่ได้ เพราะว่า ในอดีตนั้นโสเภณีเป็นที่ยอมรับ และสมัยพุทธกาลก็เป็นอาชีพที่มีเกียรติ หากหญิงใดไม่มีคุณสมบัติเป็นโสเภณีได้ เช่นไม่ผ่านการอบรม มารยาทไม่ดีงาม เป็นต้น ก็ให้เป็นผู้ช่วยโสเภณี และให้มีบทลงโทษผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นโสเภณี ดังเช่นการมีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ เป็นต้น                      เมื่อควบคุมโสเภณีได้ ความต้องการของนักเที่ยวกะหรี่หรือโสเภณีดังกล่าว ก็จะมาซื้อบริการที่มีคุณภาพที่ถูกกฎหมาย ปัญหาส่วย การบังคับการค้าก็จะหมดไป จากสังคม
Home Remedies For Wrinkles

Friday, November 30, 2012

อำนาจประชาธิปไตย

มองเตสกิเออ แยกอำนาจรัฐ(ประเทศ) ออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ 
และ่ฝ่ายตุลาการ ทั้งนี้เพื่อการตรวจสอบ และถ่วงดุล 

การตรวจสอบและถ่วงดุล ต้องไม่มีการแทรกแซง มิฉะนั้น การตรวจสอบ และถ่วงดุล
ก็ไม่เกิดประสิทธิภาพ 

การเลือกตั้งเป็นเพื่อส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในระบบนี้

ระบอบยุติธรรมไทย มีสี่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ได้แก่  ตำรวจ, อัยการ/ทนายความ, ศาล และราชทัณฑ์

ระบบยุติธรรมไทย ถูกผูกขาด ประชาชนๆ ไม่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และถ่วงดุล
นับว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ตามแนวคิดมองเตสกิเออ 

เห็นควรให้รัฐสภาเข้ามาตรวจสอบและถ่วงดุลย์ กับอำนาจยุติธรรมตั้งแต่ตำรวจ(จับกุม-สอบสวน)
อัยการ/ทนายความ(ฟ้อง/สู้คดี)ศาล (ตัดสินคดี) และราชทัณฑ์

แต่ก่อนที่รัฐสภาจะเข้ามาถ่วงดุลย์ ตรวจสอบระบบยุติธรรมไทยนั้น รัฐสภา
 ก็ต้องแยกออกจากฝ่ายบริหารแบบเบ็ดเสร็จเสียก่อน

ฝ่ีายบริหารต้องแยก(ป้องกันแทรกแซง)จากฝ่ายบริหาร โดยให้ เลือกตั้งฝ่ายบริหาร
 ต่างหากจากฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างชัดเจน

ฝ่ายนิติบัญญัติ-รัฐสภา ควรต้องแยกออกจากฝ่ายบริหารรัฐบาลอย่างเด็ดขาด ระบอบประชาธิปไตย 
โดยแยกการเลือกตั้ง ให้มีการเลือกตั้งฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ

ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) จะสเถียร ไม่มีการแทรกแซง กันและกันกับฝ่ายบริหาร(รัฐบาล) 
ตามแนวคิดประชาธิปไตย เพราะฝ่ายบริหารเกี่ยวกับเงินมหาศาล

เมื่อแยกอำนาจอธิปไตยอย่างเด็ดขาดแล้ว ค่อยนำมาถ่วงดุล กันและกัน ตามแนวคิดประชาธิปไตย

ทุกฝ่ายกระทำการภายใต้กฎหมายๆ ซึ่งออกโดยฝ่ายรัฐสภา แต่ ณ ปัจจุบัน ฝ่ายรัฐสภา
 ไม่ค่อยได้สนใจพิจารณากฎหมาย แต่ไปสนใจการเมือง การอภิปรายแทน

หากทั้งสามฝ่ายแยกกันแบบเด็ดขาด ไม่มีแทรกแซง และสามารถ่วงดุลอำนาจกันได้ เมื่อใดนั้น 
จึงจะเีรียกได้ว่า ประชาธิปไตย อย่างแท้จริง 


Home Remedies For Wrinkles

Friday, November 23, 2012

ละเมิดอำนาจศาล-พรบ.ทนายความ-ประพฤติมิชอบ หรือไม่


การหาลูกความของทนายความบางคน ที่หากินหาลูกความอยู่บริเวณ แถวๆ ห้องขังของศาล
และอาศัยการรู้จักกับตำรวจศาลบางคน ที่คอยแนะนำจำเลย/ผู้ต้องขัง
ที่ถูกนำมาศาล และยังไม่มีทนายความ เรียกเงินจากญาติๆจำเลย เพื่อให้ดำเนินการประกันตัว

(ทั้งที่ติดต่อประชาสัมพันธ์ศาลๆ ก็จะดำเนินการให้ฟรีอยู่แล้ว
)และทำคดีให้ เข้าแทรกแซง แย่งคดี พูดจาหว่านล้อม เรียกรับเงิน ญาติ จำเลยแม้คดีรับสารภาพก็ยังพูดจา หว่านล้อม ให้แต่งทนายความเรียกเงินค่าทนายความ บริเวณศาล

ทั้งที่จำเลยสามารถขอศาลตั้งทนายขอแรงให้ฟรี

บุคคลเหล่านี้ น่าจะมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และหากเป็นทนายความอาจผิดมรรยาท
ทนายความ มีโทษถึงถูกถอนใบอนุญาต หากเป็นเจ้าหน้าที่อาจมีความผิดถึงขั้น ประพฤติมิชอบ
อีกโสดหนึ่ง

ขอท่านหัวหน้าศาล ได้โปรดกำจัดพวกเหล่านี้ ออกไปจากวงการยุติธรรม เพื่อยกระดับศรัทธา
ประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมไทย กลับมา

ด้วยความเคารพต่อศาล และสภาทนายความ เห็นควรดำเนินการจัดการอย่างเด็ดขาด
ควบคู่ไปกับการ การบริหารจัดการด้านการให้บริการการดำเินินการยื่นคำร้องขอประกัน และจัดทนายความขอแรงให้จำเลย และญาติๆ ได้เข้าถึงอย่างจริงจัง และสะดวกรวดเร็ว 

ศรัทธาประชาชนอยู่แค่เอื้อมครับ
Home Remedies For Wrinkles

Thursday, November 8, 2012

คดีล่อซื้อยาบ้า

ล่อซื้อโดยสายลับที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ชุดสืบสวนไม่ได้ซุ่มดูการล่อซื้อ
เพื่อประสิทธิภาพ และป้องกันข้อครหาการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
คดีอาญา ล่อซื้อยาบ้า จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม และสอบสวน
แต่ให้การปฏิเสธชั้นศาล

ชั้นศาลจำเลยสู้ว่า ไม่ได้กระทำความผิด ที่รับสารภาพเพราะถูกตำรวจที่จับกุมข่มขู่
ว่าถ้าไม่รับจะฆ่าทิ้งเสีย

ข้อเท็จจริงมีว่า ตำรวจชุดสืบสวน เอาเงินสามพันให้สายลับ ไปซื้อยาบ้ามาให้ หรือ
ให้ไปล่อซื้อ โดยก่อนนำเงินให้สายลับ จะถ่ายเอกสาร และลงบันทึก ปจว.ไว้ที่โรงพัก
ต่อมาจึงมอบเงินให้สายลับไปล่อซื้อยาบ้า จากจำเลย ....

พอขึ้นศาล พยานมีแต่ตำรวจชุดจับกุม และพนักงานสอบสวน ซึ่งกลับเป็นพยานบอกเล่า
ทั้งสิ้น ประกอบคำรับสารภาพชั้นจับกุม และสอบสวนของจำเลย ....

คดีนี้ ปรากฎว่าศาลชั้นต้นได้โปรดมีคำพิพากษา ยกฟ้องปล่อยตัวจำเลยไปครับ
พนักงานอัยการฯ อุทธรณ์ คงต้องฟังผลคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ต่อไป Home Remedies For Wrinkles

ละเมิด (ค่าเสียหายเชิงลงโทษ) Tort (Punitive Damages)

กฎหมายอเมริกา ผู้เสียหายจากคดีละเมิดสามารถเรียกค่าเสียหายตามความ
จริง และค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ (Punitive Damages)
ซึ่งแตกต่างกับของประเทศไทย ที่เรียกได้เฉพาะค่าเสียหายที่เสียไปจริง ในทางปฏิบัติ แล้ว
 ฝ่ายที่เสียหาย ก็ต้องพิสูจน์เรื่องค่าเสียหาย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ เป็นต้น
ต้องแสดงใบเสร็จรับเงิน, ผู้รับเงิน, แพทย์ กว่าจะได้เงิน ซึ่งย่อมไม่คุ้มค่า
กับการที่ต้องสูญเสีย หรือเสียหาย บ้างก็ท้อแท้ ปล่อยไปตามกรรม
ทำให้ประเทศไทยเรามีการละเมิด ไม่ว่าทั้งทางร่างกาย จิตใจ อยู่ทุกวี่วัน
ผมได้ทำคดีหนึ่ง ฝ่ายหญิงเป็นชาวอเมริกัน ฝ่ายชายเป็นอังกฤษ ฝ่ายหญิง
ซึ่งเป็นภริยาจดทะเบียนสมรส ถูกชายสามีทำร้ายสาหัส ที่เมืองไทย
สามีว่า นี่เมืองไทย ไม่ใช่อเมริกา ว่างั้น

สาเหตุหลักที่ สหรัฐ ไม่ค่อยมีการละเมิดกัน อาจเป็นเพราะจ่ายแพง
ไม่มีใครกล้าทำละเมิดใคร สิทธิบุคคลได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มเปี่ยม
แต่เมืองไทย ละเมิดกัน ทำร้ายกัน ปางตาย ได้เงินหมื่นเงินแสนนับว่าบุญโข....

สหรัฐ..แค่ทำกาแฟหกใส่ตักเข้า จ่ายเป็นสิบ เป็นร้อยล้านดอลล่าร์
ด้วยความเคารพในกฎหมายบ้านเมืองไทยเรื่องละเมิด ณ เวลานี้
ผมไม่เห็นด้วยจริงๆ ที่ไม่มีการนำหลักการ ชดใช้ค่าเสียหายในเชิงลงโทษ
มาใช้กับประเทศเรา Home Remedies For Wrinkles

Wednesday, May 23, 2012

คำให้การรับสารภาพของจำเลย

คำให้การรับสารภาพของจำเลย วันนัดพร้อมคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายสาหัส เรื่องหนึ่ง ในวันนัดดังกล่าว ศาลได้สอบถามจำเลยว่าจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ จำเลยก็บอกศาลว่า ปฏิเสธครับ ศาลก็ถามต่อว่า “คดีอย่างนี้ จะสู้อย่างไร เห็นแพ้ทุกคดี น่าจะรับสารภาพ จะได้ลดโทษ” ………… คดีอาญา เมื่อพนักงานสอบสวน ได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้น และได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องก็จะส่งเรื่องให้พนักงานอัยการสั่งต่อไป และหากพนักงานอัยการสั่งฟ้อง ก็จะต้องนำตัวผู้ต้องหา ไปศาลพร้อมคำฟ้อง และเมื่อศาลรับฟ้อง ก็จะสอบถามคำให้การจำเลย ว่าจะให้การยอมรับหรือปฏิเสธ ขั้นตอนนี้ ... ในทางปฏิบัติ ท่านผู้พิพากษาก็จะสอบถามคำให้การจำเลยอีกครั้ง ในวันนัดพร้อม ซึ่งปกติจำเลยก็จะมีทนายแล้ว การถามคำให้การจำเลยครั้งนี้ หากท่านผู้พิพากษาบอกกับจำเลยว่า"หากรับสารภาพ ก็จะได้รับการลดโทษ หากปฏิเสธก็จะโดนเต็ม" ดังนี้ หากจำเลยให้การรับสารภาพจะถือว่าเป็นการโน้มน้าว ชักจูงให้จำเลยรับสารภาพ ซึ่งจะถือเป็นการรับสารภาพโดยไม่เต็มใจหรือไม่ ว่ากันโดยหลักแล้ว คำให้การของผู้ต้องหาหรือจำเลย ต้องเป็นไปด้วยความเต็มใจ หากเกิดจากการชักจูงใจอย่างใดๆ เฉพาะในชั้นพนักงานสอบสวน ย่อมถือเป็นคำให้การที่ไม่ชอบ นำมาใช้ยันจำเลยไม่ได้ เช่นเดียวกัน หากคดีนี้ ผู้พิพากษาที่ออกนั่งบัลลังก์ พยายามโน้มน้าวจำเลยให้รับสารภาพ โดยบอกว่าหากรับก็จะลดให้กึ่งหนึ่ง หากปฏิเสธ และแพ้คดีขึ้นมาจะถูกลงโทษเต็ม ดังนี้ หากจำเลยให้การรับสารภาพ จะสามารถรับฟังมาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ (ทางปฏิบัติก็ไม่มีปัญหา เห็นจำเลยยอมรับกัน ลดโทษเสร็จ หากไม่รอการลงอาญา ก็ติดคุกกันไป) แต่หากจำเลยรับสารภาพไป แล้วศาลก็สั่งงดสืบพยานนัดฟังคำพิพากษาเลย คดีอาญาเช่นนี้ หากฟังว่าคำรับสารภาพจำเลยรับฟังไม่ได้ ก็ถือว่าจำเลยปฏิเสธ โจทก์ต้องสืบให้ชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัย ผลต้องยกฟ้องเพราะไม่มีพยานหลักฐานมายันการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งคำรับสารภาพของจำเลยก็รับฟังไม่ได้ คงต้องยกฟ้องโจทก์ ปล่อยตัวจำเลยไป ส่วนตัวแล้ว เห็นว่าน่าจะมีกฎหมายให้อำนาจพนักงานอัยการ สามารถเจรจาต่อรองคดีกับจำเลยได้ครับ เพื่อลดภาระคดีอาญาขึ้นสู่ศาล ซึ่งมีจำนวนมากมายเหลือเกิน สถิติเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า คดีเพิ่มมากขึ้น (อาชญากรมากขึ้น) หรือว่าตำรวจไทยเก่งขึ้น จับได้มากขึ้น อันนี้ ไม่อาจทราบได้ครับ คงต้องรอดูกันต่อไปครับ. Home Remedies For Wrinkles